Last updated: 8 เม.ย 2566 | 2563 จำนวนผู้เข้าชม |
LOLE คืออะไร ทำไมต้องนำมาใช้แทนเกณฑ์ไฟฟ้าสำรอง
Hilight
ทำไมต้องใช้ ใช้เมื่อไร
• เพราะเทรนด์พลังงานเปลี่ยนไปทั่วโลก ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
• มีการใช้พลังงานทดแทนหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีความเสถียรไม่เท่ากัน
ดีกว่าสำรองไฟฟ้าอย่างไร
• ทำให้ไฟฟ้ามีคุณภาพมากขึ้น เพราะเป็นตัวชี้วัดความเสถียรโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท
“ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation : LOLE)” เราเริ่มได้ยินเป็นครั้งแรก หลังจากที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบให้ใช้ ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) แทนเกณฑ์กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว LOLE เคยมีการเสนอให้ใช้แทน Reserve Margin มานานแล้ว และในอดีตประเทศไทยเคยมีการกำหนดเกณฑ์ LOLE ไว้ในการจัดทำแผน PDP 3 ฉบับ ได้แก่ แผน PDP2001 แผน PDP2004 และแผน PDP2007 โดยได้กำหนด LOLE ไว้ที่ไม่เกิน 1 วันต่อปี และใช้ร่วมกับเกณฑ์ Reserve Margin ที่ไม่ต่ำกว่า 15%
การที่ LOLE กลับมาเป็นที่น่าสนใจอีกครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเริ่มมีมากขึ้นและจะมากขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งจะทำให้การประเมินและการวางแผนความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศมีความแม่นยำมากขึ้น และมีการพูดถึงกำลังการผลิตสำรองที่มีมากจนเกินไป ทำให้มีข้อสงสัยที่ว่า ระดับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสมกับประเทศไทยนั้น ควรจะเป็นเท่าใด และการใช้ Reserve Margin ยังมีความเหมาะสมอยู่หรือไม่
มาดูความแตกต่างระหว่าง Reserve Margin กับ LOLE กัน ที่ผ่านมาประเทศไทยได้กำหนดเกณฑ์ที่ใช้วัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้า หรือ เกณฑ์กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) โดยดูความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) เป็นหลัก วางแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้ครอบคลุมความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด แล้วเหลือกำลังการผลิตสำรองประมาณ 15% (ซึ่งเป็นปริมาณสำรองที่เหมาะสมในอดีต) เพื่อให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอกับความต้องการไฟฟ้าสูงสุด รวมถึงสามารถรับมือกับเหตุการณ์ขัดข้องที่ไม่ได้คาดหมาย อาทิ กรณีมีโรงไฟฟ้าในระดับเกิดปัญหา กำลังการผลิตสำรองก็จะเข้ามาผลิตแทนทันที
ส่วน LOLE เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในการวางแผนเชิงความน่าจะเป็น โดยค่า LOLE คือ ค่าดัชนีที่แสดงถึงจำนวนวันที่คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงกว่าความสามารถในการผลิตไฟฟ้าในรอบ 1 ปี จะคำนวณจากผลรวมของค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดไฟฟ้าดับในแต่ละชั่วโมงตลอด 1 ปี โดยคำนึงถึงความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงของความต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก
การคำนวณ LOLE จะแยกโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทออกมา เพื่อดูว่าโรงไฟฟ้าประเภทไหนสามารถผลิตไฟฟ้าได้กี่ชั่วโมงต่อวัน กำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าจะมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งแต่ละประเภทไม่เท่ากัน แล้วจึงนำค่าที่คำนวณได้ของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทออกมา คำนวณรวมในระบบอีกครั้ง ก็จะได้ค่าดัชนี ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากมาก แต่จะให้ค่าความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การคำนวณ Reserve Margin คำนวณง่ายมาก คือ นำกำลังการผลิตติดตั้งที่มีทั้งหมดของประเทศ หักด้วยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ส่วนเกินที่เหลือจะเป็นสำรองไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้แยกประเภทของโรงไฟฟ้า แต่นับจากกำลังการผลิตติดตั้ง ซึ่งจะวัดความสามารถในการผลิตไม่ได้ ปริมาณที่เกินมาบางส่วนจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน จึงนับเป็น “สำรองไฟฟ้าเทียม” ได้
ขณะที่ LOLE จะแสดงจำนวนวันที่คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงกว่าความสามารถในการผลิตไฟฟ้าในรอบ 1 ปี ดังนั้น จึงมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และในอนาคตมากกว่า เพราะวัดประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทเลย และยังเป็นเกณฑ์ที่แสดงให้เห็นความสามารถในการผลิตไฟฟ้าแต่ละประเภทด้วย เนื่องจากโรงไฟฟ้าบางประเภท อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงเวลาที่มีความเข้มของแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมเท่านั้น โรงไฟฟ้าพลังงานลม ก็ผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงที่มีลดพัดในอัตราที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เท่านั้น จึงต้องดูที่ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง ไม่ใช่กำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด
ข้อดีของ LOLE ที่ประเทศไทยจะนำมาใช้นั้น มีการพิจารณาความมั่นคงของระบบที่ครอบคลุมตลอดทุกช่วงเวลา คำนึงถึงสมรรถนะการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และลักษณะของความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยจะสะท้อนถึงคุณลักษณะของระบบตลอดทุกช่วงเวลา ซึ่งจากสถานการณ์การผลิตและการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จึงมีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์ LOLE ที่เหมาะสม ทั้งในภาพรวมทั้งประเทศและแยกตามรายพื้นที่ เนื่องจากในแต่ละพื้นที่จะมีความต้องการระดับความมั่นคงระบบไฟฟ้าที่แตกต่างกัน
การพิจารณาเกณฑ์ LOLE ที่เหมาะสม จะนำไปใช้ในการวางแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยมีความมั่นคง มีความสอดคล้องกับการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมถึงรองรับการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากในอนาคตแผน PDP ฉบับใหม่ ปี 2023 – 2037 ที่ได้ร่างไว้ จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากถึงร้อยละ 50 ดังนั้น LOLE จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน
โดย LOLE ที่จะมีการนำมาใช้ในอนาคต อาจใช้เกณฑ์ LOLE < 0.7 วัน/ปี หรือใน 1 ปี การเกิดไฟฟ้าดับในประเทศไทยรวมกันแล้วจะต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง
ในขณะที่ LOLE ก็มีการนำมาใช้ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดเกณฑ์ LOLE ไม่เกิน 0.1 วันต่อปี หรือ 2.4 ชั่วโมงต่อปี (1 วันในรอบ 10 ปี) และ/หรือ กำหนดเกณฑ์ Reserve Margin ไม่ต่ำกว่า 11% - 20%
ประเทศเกาหลีใต้ กำหนดเกณฑ์ LOLE ไม่เกิน 0.3 วันต่อปี และ กำหนดเกณฑ์ Reserve Margin ไม่ต่ำกว่า 15% (เป้าหมาย 22%)
ประเทศมาเลเซีย กำหนดเกณฑ์ LOLE ไม่เกิน 1 วันต่อปีและ/หรือ กำหนดเกณฑ์ Reserve Margin ไม่ต่ำกว่า 20%
ประเทศสิงคโปร์ กำหนดเกณฑ์ LOLE ไม่เกิน 3 วันต่อปี และ/หรือ กำหนดเกณฑ์ Reserve Margin ไม่ต่ำกว่า 30%
วันนี้เราควรเริ่มทำความเข้าใจกับ LOLE ในระบบไฟฟ้าได้แล้ว หากยังยึดติดกับระบบ Reserve Margin เพียงอย่างเดียว มองว่ากำลังการผลิตสำรองมีล้นระบบไฟฟ้า แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่ ความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าของประเทศก็อาจจะไม่มี
15 มี.ค. 2568
20 มี.ค. 2568
25 ก.พ. 2568
24 ม.ค. 2568