การไฟฟ้าเวียดนาม

Last updated: 2 เม.ย 2568  |  294 จำนวนผู้เข้าชม  | 

การไฟฟ้าเวียดนาม

วิกฤตไฟฟ้าเวียดนาม เอกชนไทยลุ้น จ่ายค่าไฟตามเดิม

ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนไทย นับถอยหลัง สัปดาห์หน้ารู้ผลถกค่าไฟฟ้า โครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศเวียดนาม กำลังประสบปัญหาอย่างมาก จากการที่เวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยปรับอัตรา Feed-in Tariff (FiT) ใหม่ ทำให้ผลตอบแทนโครงการลงทุนลดลงอย่างมาก การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ชะลอจ่ายเงินค่าไฟฟ้า บางรายได้รับเงินค่าไฟฟ้าไม่ครบถ้วน ส่งผลโครงการไม่มีเงินเพียงพอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ หรือบางโครงการอาจจะล้มละลาย และจะต้องมีการขายโครงการออกมา

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการไฟฟ้าไทย เปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศเวียดนามมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น จึงมีการเชิญชวนให้เอกชนจากในประเทศและต่างประเทศ เข้าไปลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) และพลังงานลม โดยให้อัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff (FiT) ที่สูง และมีสัญญาซื้อขายเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี

ผู้ประกอบโรงไฟฟ้าเอกชนของไทยหลายรายได้ ได้เข้าไปลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมหลายโครงการ และยังมีนักลงทุนจากประเทศอื่น อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ที่เข้าไปลงทุนด้วย

การที่รัฐบาลได้จูงใจด้วยการให้อัตราภาษีที่สูง ทำให้การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ซึ่งเป็นผู้ซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียว ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาสูง และส่งผลให้ราคาไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนและโรงงานเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ทางการเวียดนามได้พยายามลดอัตราภาษีที่สูงหลายครั้งแล้ว และขณะนี้กำลังพิจารณาทบทวนเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับอัตราภาษีการป้อนไฟฟ้าย้อนหลัง แม้ว่าโครงการต่าง ๆ จะผลิตไฟฟ้าได้แล้วก็ตาม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทในประเทศและต่างประเทศหลายแห่งได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลและผู้นำระดับสูงของเวียดนาม เกี่ยวกับโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว แต่ไม่ได้รับอนุมัติใบรับรองการยอมรับขั้นสุดท้าย (FAC) ก่อนเปิดใช้งาน โครงการจำนวนมากเริ่มดำเนินการและขายพลังงานให้กับ EVN โดยไม่ได้รับอนุมัติการก่อสร้างเสร็จสิ้น (CCA) ก่อน เนื่องจากกฎดังกล่าวไม่ได้ถูกบังคับใช้ตั้งแต่แรก ทำให้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการย้อนหลังของกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ อาจทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะไม่ได้รับค่าไฟฟ้าอัตราพิเศษอีกต่อไป

โดยโครงการโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบอยู่ภายใต้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศเวียดนาม ฉบับที่ 7 (พีดีพี 7) ซึ่งกำหนดอัตรา FiT (FiT1) สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 9.35 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง โครงการพลังงานลมในทะเล อัตรา FiT1 9.85 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง และโครงการพลังงานลมบนบก อัตรา FiT1 8.50 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งโครงการโซลาร์ และลม ที่อยู่ภายใต้แผนพีดีพี 7 สามารถก่อสร้าง และ COD ทันทั้งหมด

แต่เพื่อลดภาระอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่สูง มีการปรับอัตรา FiT ใหม่ (FiT2) เป็นโครงการที่ COD ก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2019 จะได้อัตรา FiT1 แต่โครงการโซลาร์ ที่ COD ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2022 จะได้ FiT2 ที่ลดลงเหลือ 7.09 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ส่วนพลังงานลมที่จะได้ FiT1 จะต้อง COD ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2021 หากเกินกว่านั้นจะได้ FiT2 ที่ 6.35-7.26 เซนต์ต่อกิลโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งมีการประเมินว่า FiT ใหมจะทำให้อัตราผลตอบแทนโครงการ (IRR) ลดลงทันที อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ IRR ลดลง 5% พลังงานลม IRR ลดลง 8%

ต้นปี 2022 รัฐบาลเวียดนามได้มีการประกาศว่าโครงการที่ COD แล้ว มีเอกสารไม่ครบถ้วน โดยไม่มีใบรับรองการยอมรับขั้นสุดท้าย (FAC) ก่อนเปิดใช้งาน และไม่ได้รับอนุมัติการก่อสร้างเสร็จสิ้น (CCA) กลุ่มนี้ถูกพิจารณาว่าโครงการมีปัญหา เป็นกลุ่มที่จะถูกประกาศให้ลดค่าไฟฟ้า

กลุ่มนักลงทุนพลังงานหมุนเวียนไทยและต่างประเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลเวียดนามทำการทบทวน ซึ่งปลายปีก่อนมีการเรียกประชุมผู้ประกอบการที่ประสบปัญหา และมีการสั่งการให้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของเวียดนาม ร่วมกับ EVN แก้ปัญหานี้ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดในตอนนี้ ยังไม่มีบทสรุปว่าจะเป็นอย่างไร แต่การจ่ายค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนธันวาคม 2024 ที่มีการจ่ายในเดือนมีนาคม 2025 ยังเป็นอัตราเดิม แต่สำหรับค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคม 2025 ซึ่งจะจ่ายในสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายน 2025 นี้ ยังไม่รู้ว่าค่าไฟฟ้าที่จ่ายมาจะถูกปรับลดลงหรือไม่ ดังนั้น ที่ผ่านมา EVN จึงใช้วิธีการชะลอการจ่ายค่าไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการบางราย หรือบางรายมีการจ่ายแค่ตามอัตราของ FiT2

“รัฐบาลเวียดนามกำลังพิจารณาแก้ไขอัตราภาษีสำหรับโครงการที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดตามการสอบสวนโครงการ FiT ในปี 2023 โดยโครงการเหล่านี้มีการทำสัญญากับ EVN ในอัตราภาษีคงที่เป็นเวลา 20 ปี จะต้องเปิดใช้งานภายในกำหนดเวลา FiT ซึ่งบางโครงการไม่มีสิทธิได้รับอัตรา FiT เพราะไม่มีไบรับรองการยอมรับขั้นสุดท้าย (FAC) ก่อนเปิดใช้งาน ซึ่เงป็นใบรับรองที่ออกโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า หรือหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อยืนยันการดำเนินการโครงการจนเสร็จสมบูรณ์ หลังการพิจารณา EVN ได้ชะลอหรือระงับการชำระเงินเต็มจำนวนสำหรับบางโครงการที่ถือว่าไม่เป็นไปตามข้อกำหนด” แหล่งข่าวกล่าว

ซึ่งผลกระทบทางการเงินจากการชำระเงินที่ล่าช้าร้ายแรงมาก และการนำราคา FiT ย้อนหลังมาใช้ตามวันที่ออกเอกสารการยอมรับสร้างความกังวลให้ผู้ประกอบการ ซึ่งอาจส่งผลให้บางโครงการอาจจะขายโครงการออกไปเกือบ 100% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปหรือเลวร้ายลง อาจทำให้บริษัทต่าง ๆ ล้มละลายเป็นจำนวนมาก และสูญเสียเชื่อมั่นการลงทุนในเวียดนาม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2025 ตัวแทนของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และลม ที่ดำเนินการแล้ว 4.2 กิกะวัตต์ ได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลเพื่อให้คงอัตราค่าไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าเดิมไว้ และให้มั่นใจว่า EVN จะปฏิบัติตามภาระผู้พันในการชำระเงิน โดย ACEN Corp., Super Energy Corp และ B Grimm Renewable Power 1&2 Co., เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกัน 2 กิกะวัตต์ โดยเฉพาะ ACEN Corp ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีกำลังผลิตไฟฟ้า 852 เมกะวัตต์ ส่วนผู้ประกอบการไทยมีการประเมินว่ามีโครงการรวมกันมากถึง 70% ที่อยู่ในข่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเสียหายมากที่สุด

ทั้งนี้ มีการโต้แย้งว่า โครงการของภาคเอกชนได้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ FiT อย่างสมบูรณ์ โดยได้รับเอกสารวัน COD ซึ่งเป็นการกำหนดสิทธิ FiT ในขณะนั้น แต่ข้อกำหนด FAC จะถูกนำไปใช้ย้อนหลัง เพราะเพิ่งนำมาใช้ในปี 2023 การแก้ไขอัตราภาษีสำหรับโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว จึงไม่ถูกต้อง

สำหรับผู้ประกอบการไฟฟ้าไทยที่ลงทุนในเวียดนามมีหลายรายมาก อาทิ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) มีโครงการโซลาร์ 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 550 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิตติดตั้ง 171 เมกะวัตต์ และ 250 เมกะวัตต์

บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีโครงการ คือ Huong Linh 3 ขนาด 30 เมกะวัตต์ Che bien Tay Nguyen ขนาด 50 เมกะวัตต์ Trien Mien Nui ขนาด 50 เมกะวัตต์ และ Huong Linh 4 ขนาด 30 เมกะวัตต์

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) มีโครงการพลังงานลม 100-150 เมกะวัตต์ และโซลาร์ฟาร์ม 677 เมกะวัตต์

บริษัท กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีโครงการโซลาร์ฟาร์มและลม 2 โครงการ 120 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 128 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนไทยที่ไปลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนในเวียดนามอีก อาทิ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งบางโครงการที่ COD มานานแล้วก็จะไม่ได้รับผลกระทบ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้